MF EP.1 MicroFrontend คืออะไร
MicroFrontend คืออะไร?
MicroFrontend เป็นแนวทางการออกแบบ Frontend ที่แบ่งแอปพลิเคชันออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่มีความเป็นอิสระ โดยแต่ละส่วนสามารถพัฒนาโดยทีมที่แตกต่างกัน ใช้เทคโนโลยีหรือเฟรมเวิร์กที่หลากหลาย และ deploy แยกจากกันได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบหลัก:
- App Shell: โครงสร้างหลักของแอปพลิเคชัน
- MicroFrontend: โมดูลย่อยที่ทำงานอิสระ
ทำไมต้องใช้ MicroFrontend
ในโลกของการพัฒนาแอปพลิเคชันยุคใหม่ ที่ซึ่ง Frontend มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นทุกวัน MicroFrontend ปรากฏขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญต่อไปนี้:
- ความยุ่งยากในการพัฒนา - เมื่อหลายทีมต้องทำงานบนโค้ดเบสเดียวกัน
- ความท้าทายในการบำรุงรักษา - การอัปเดตระบบขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
- กระบวนการ Deploy ที่ไม่คล่องตัว - การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอาจต้อง Deploy ระบบทั้งหมด
MicroFrontend ให้ทางออกด้วยการแปลง monolithic application ให้กลายเป็นชุดของโมดูลอิสระ ที่พัฒนาและ deploy แยกจากกันได้ โดยยังคงทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์
ข้อดีของ MicroFrontend
- แยกส่วนการทำงานชัดเจน:
- แต่ละโดเมนงานมีหน้าที่เฉพาะ
- ทีมต่างๆ สามารถพัฒนาแยกกันได้
- ความยืดหยุ่นในการจัดการ:
- อัปเดตและบำรุงรักษาง่ายขึ้น
- การแก้ไขหนึ่งส่วนไม่กระทบส่วนอื่น
- ใช้เทคโนโลยีหลากหลาย:
- แต่ละส่วนสามารถเลือกใช้เฟรมเวิร์กที่เหมาะสม
ข้อเสียของ MicroFrontend
- ความซับซ้อนในการตั้งค่า:
- ต้องจัดการ Configuration และเครื่องมือร่วมกัน
- การเริ่มต้นโครงการอาจยุ่งยาก
- การทดสอบ:
- การทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่าง MicroFrontend ต่างๆ เป็นเรื่องท้าทาย
- Performance Overhead:
- อาจมีผลกระทบด้านประสิทธิภาพหากออกแบบระบบไม่ดี
วิธีการต่างๆ ในการทำ Microfrontend
Microfrontend เป็นสถาปัตยกรรมที่แบ่งส่วน Frontend ของแอปพลิเคชันออกเป็นส่วนย่อยที่สามารถพัฒนาและปรับใช้แยกกันได้ โดยแต่ละส่วนอาจใช้เทคโนโลยีต่างกัน วิธีการหลักๆ มีดังนี้:
1. Module Federation (Webpack 5+)
ใช้เครื่องมือของ Webpack 5 ในการแชร์โมดูลระหว่างแอปพลิเคชันย่อยผ่านการกำหนดค่า Remote Entry แอปหลัก (Host) สามารถดึงโค้ดจากแอปรอง (Remote) แบบไดนามิกได้
- ข้อดี: สนับสนุนโดย Webpack โดยตรง โหลดโค้ดแบบ Real-Time
- ข้อเสีย: ต้องใช้ Webpack 5 ขึ้นไป
2. Iframe
ใช้แท็ก <iframe> เพื่อฝังแอปพลิเคชันย่อยไว้ในหน้าเว็บหลัก
- ข้อดี: แยกส่วนสมบูรณ์ (CSS/JS แยกกัน) ปลอดภัย
- ข้อเสีย: การออกแบบไม่ตอบสนองต่ออุปกรณ์ได้ดี ปัญหาเรื่อง User Experience
3. Web Components
สร้างคอมโพเนนต์ด้วยมาตรฐานเว็บ (Custom Elements) ที่ทำงานข้ามเฟรมเวิร์กได้
- ข้อดี: เป็นมาตรฐานสากล ไม่ขึ้นกับเฟรมเวิร์ก
- ข้อเสีย: ต้องจัดการ State และการสื่อสารระหว่างคอมโพเนนต์เอง
4. Server-Side Composition
รวมส่วนประกอบ Frontend บนเซิร์ฟเวอร์ก่อนส่งให้ผู้ใช้ โดยใช้เทคนิคเช่น SSI (Server Side Includes) หรือ ESI (Edge Side Includes)
- ข้อดี: โหลดเร็ว เหมาะกับ SEO
- ข้อเสีย: ต้องพึ่งพาการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์
5. Build-Time Integration
แยกส่วน Frontend เป็น Package (เช่น npm) และนำเข้ามารวมกันในขั้นตอน Build
- ข้อดี: ควบคุมเวอร์ชันได้ง่าย
- ข้อเสีย: ต้อง Build ใหม่ทุกครั้งที่มีการอัปเดต
เปรียบเทียบ
| วิธีการ | ความซับซ้อน | การแยกทีม | ประสิทธิภาพ |
|---|---|---|---|
| Module Federation | สูง | ดี | สูง |
| Iframe | ต่ำ | ดีมาก | ปานกลาง |
| Web Components | ปานกลาง | ดี | สูง |
| Server-Side Composition | ปานกลาง | ปานกลาง | สูง |
คำแนะนำ: เลือกวิธีตามขนาดโครงการ ความต้องการของทีม และข้อจำกัดทางเทคนิค เช่น หากต้องการแยกทีมงานชัดเจนและใช้เทคโนโลยีหลากหลาย Module Federation อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด